เทคโนโลยี AI ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาอย่างล้ำลึกจากวิธีดั้งเดิมที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ทั้งการอ่านเอกสาร การตรวจเช็คประวัติ และการคัดกรองเบื้องต้น ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความโปร่งใส ทำให้การคัดเลือกบุคลากรมีมาตรฐานที่ดีกว่าเดิม และช่วยให้ทีม HR สามารถทุ่มเวลาสำหรับงานเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญสูงกว่า เช่น การวางแผนพัฒนาบุคลากร การสร้างประสบการณ์ผู้สมัคร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
รายงาน LinkedIn Global Talent Trends ชี้ว่า 75% ของ HR leaders ใช้ AI ในการสกรีนผู้สมัคร ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วได้ถึง 3 เท่า ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าการนำ AI มาใช้ไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของวงการ HR
เปรียบเทียบ: วิธีดั้งเดิม vs การใช้ AI
แบบดั้งเดิม: ต้องไล่อ่าน Resume ทีละฉบับ ใช้เวลานาน เกิด bias ได้ง่าย และทำงานซ้ำซ้อนจำนวนมาก
แบบใช้ AI: ระบบสแกน Resume อัตโนมัติ จับคำสำคัญ วิเคราะห์ทักษะ จัดอันดับความเหมาะสม และสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว


วิธีเริ่มใช้ AI ในการคัดเลือกบุคลากร
1. ตั้งเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อนเริ่มใช้งาน
กำหนดทักษะ Hard Skill, Soft Skill, ประสบการณ์ขั้นต่ำ และความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ AI ใช้เป็นเกณฑ์วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ
2. ใช้ระบบ ATS ที่มี AI ผสานอยู่ในตัว
ระบบ ATS (Applicant Tracking System) จะช่วยจัดเก็บข้อมูลผู้สมัคร ประมวลผลอัตโนมัติ และจัดอันดับให้ HR เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ
3. ใช้แบบทดสอบและวิดีโอสัมภาษณ์ที่มี AI วิเคราะห์
AI สามารถประเมินโทนเสียง ท่าทาง ความมั่นใจ การใช้ภาษา รวมถึงสัญญาณพฤติกรรมที่สะท้อนบุคลิกและศักยภาพในอนาคต
4. ให้ HR ผสานข้อมูลมนุษย์ + AI
ข้อมูลจาก AI ควรใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่แทนที่ HR การผสานครั้งนี้จะให้ความสมดุลระหว่างข้อมูลเชิงสถิติและการประเมินเชิงมนุษย์
5. อัปเดตและปรับเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้ AI ทำงานได้ดีขึ้นทุกครั้ง ควรปรับเกณฑ์จากผลลัพธ์จริง เช่น retention, performance และ feedback ของผู้จัดการสายงาน
กรณีศึกษาองค์กรระดับโลก
ใช้ AI วิเคราะห์ทักษะ ประวัติ และพฤติกรรมของผู้สมัคร เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่เข้ากับทั้งงานและวัฒนธรรมองค์กร ทำให้กระบวนการคัดเลือกแม่นยำและเป็นมาตรฐานทั่วทั้งองค์กร
Unilever
ใช้ระบบวิดีโอสัมภาษณ์ AI + แบบทดสอบออนไลน์เพื่อลดเวลาในกระบวนการสรรหากว่า 50% ระบบสามารถตรวจจับ micro-expressions โทนเสียง และระดับความมั่นใจ ทำให้ได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงเข้ามาในขั้นตอนสัมภาษณ์ Human รอบสุดท้าย


ประโยชน์สำคัญที่ AI นำมาสู่ HR
1. ลดอคติในการคัดเลือก (Bias Reduction)
AI วิเคราะห์จากข้อมูลจริง ไม่ใช่ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ หรือสถาบัน ทำให้ได้การตัดสินใจที่เป็นธรรมมากขึ้น
2. เพิ่มคุณภาพของผู้ที่ได้รับการจ้างงาน (Quality of Hire)
AI สามารถประเมินความเข้ากันได้กับองค์กร (Culture Fit) และศักยภาพระยะยาว (Potential) ได้แม่นยำกว่าเดิม
3. ลดเวลาและต้นทุนในการสรรหา
งานที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ทีม HR สามารถจัดลำดับงานที่มีความสำคัญสูงกว่าได้
4. เพิ่มประสิทธิภาพของทีม HR
เมื่อไม่ต้องทำงานซ้ำซาก เช่น อ่าน Resume จำนวนมาก HR จะมีเวลาทำงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การพัฒนาคนและการสร้างภาพลักษณ์นายจ้าง
5. ทำให้ HR เป็น Data-driven อย่างแท้จริง
การตัดสินใจอิงข้อมูลมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการสรรหามีพื้นฐานทางสถิติและมีความแม่นยำสูงกว่าเดิม
บทสรุปและทิศทางต่อไป
AI คือผู้ช่วยสำคัญของ HR ในยุคใหม่ ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพ ลดความผิดพลาด และสร้างระบบสรรหาที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว องค์กรที่เริ่มใช้ AI ตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบทั้งในการแข่งขัน ดึงดูดบุคลากรเก่ง และสร้างทีมที่เข้มแข็งพร้อมพาองค์กรสู่อนาคต
ถึงเวลาเริ่มนำ AI เข้าสู่กระบวนการสรรหา เพื่อสร้างความได้เปรียบและยกระดับคุณภาพบุคลากรขององค์กรอย่างแท้จริง
Table of Contents


คุณยศธร วงษ์เสรี - ทอท
CEO & Co-Founder the company of interest limited




